สิงคโปร์ เกาะเล็กๆ ที่ไม่เล็กเรื่องเที่ยว

Image00131ในที่สุดก็ได้แพลนทริปสิงคโปร์จนได้ ทริปนี้เป็นทริปข้ามปีอีกเช่นเคย สิงคโปร์เป็นประเทศที่ควรมาสักครั้ง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ที่ต้องการออกไปเที่ยวต่างแดน อากาศเหมือนที่ประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ก็มาได้เลย

แพลนทริป

วันที่ 1 เขื่อนมารีนา, สวนดอกไม้การ์เด้นบายเดอะเบย์, สะพานฮีลิกซ์, โรงละครเอสพลานาด
วันที่ 2 ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ, อควาเรียม, เกาะเซนโตซ่า, สะพานเฮนเดอร์สัน
วันที่ 3 ไหว้พระย่านไชน่าทาวน์, เมอร์ไลออน, จุดชมวิวแซนด์สกายพาร์ค, ท่าเรือคลาร์ก
วันที่ 4 สำนักสงฆ์คงเหม็งซานพอคักซี, มัสยิดสุลต่าน

พวกผมไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่ 5.30 น. เตรียมตัวพร้อมกระเป๋า 1 ใบ สบายๆ สำหรับ 4 วัน 3 คืน บินไปยังสนามบินชางงีประเทศสิงคโปร์ใช้เวลา 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงแล้ว จากนั้นให้หา Sky Train (รถไฟฟ้าเชื่อมต่อ Terminal 1-2-3 ขึ้นฟรี) ที่จะพาเราไปยัง Terminal 3 (T3) เพื่อที่จะต่อรถไฟฟ้า (MRT) เข้าเมืองนั่นเอง

Image00004

ป้ายบอกทางไปรถไฟฟ้าเข้าเมืองที่ Termial 3 (T3) และ Sky Train ไป Terminal 3 (T3)

ก่อนที่จะขึ้นรถไฟฟ้า MRT อย่าลืมไปซื้อบัตร ez-link ก่อนนะครับ 15 SGD เป็นค่ามัดจำบัตร 5 SGD และจำนวนเงินในบัตร 10 SGD ผมเลยเติมเงินไว้อีก 10 SGD รวมมูลค่าเงินในบัตร 20 SGD

ez-link

บัตร ez-link ตอนซื้อได้ลาย Captain America รูปจากเว็บไซต์ home.ezlink.com.sg

Image00007

ภายในรถไฟฟ้า MRT

ที่พักของผมอยู่ย่านเกลังแหล่งที่พักยอดนิยมสำหรับคนงบจำกัด เนื่องด้วยย่านนี้เป็นย่านโคมแดงหรือที่เรียกว่าย่านขายบริการ ราคาที่พักจึงไม่แพง แต่บอกเลยว่าดูดีและปลอดภัยมากๆ ครับ ยิ่งผมจองที่พัก Hotel 81 Premier Star ผ่าน Traveloka https://www.traveloka.com/th-th/hotel/singapore/hotel-81-premier-star-51377 ยิ่งทำให้ได้ราคาถูกเข้าไปอีก

เมื่อ Check-in และเก็บกระเป๋าเรียบร้อย พวกผมก็ออกไปหาอาหารมื้อแรกที่สิงคโปร์กัน ลองทายสิครับว่าผมจะได้ทานอะไร ฮ่าๆ สรุปผมได้ข้าวมันไก่มาครับ รสชาติเหมือนบ้านเราแต่ต่างกันตรงน้ำจิ้มซึ่งจะใช้ซีอิ้วหวาน ส่วนตัวผมว่าบ้านเราน้ำจิ้มกินขาด ฮ่าๆ

Image00008

ข้าวมันไก่ 3 SGD กับสารพัดน้ำจิ้ม

เมื่ออิ่มท้องก็พร้อมไปลุยที่แรกกันครับนั่นก็คือ เขื่อนมารีนา (Marina Barrage) เขื่อนนี้มีความสำคัญมากเพราะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ราบของสิงคโปร์ ด้านในมีจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ อธิบายประวัติความเป็นมาและการทำงานของเขื่อน ชั้นดาดฟ้ามีสนามหญ้าให้ขึ้นมาเดินเล่นชมวิวพักผ่อนหย่อนใจ อากาศดีมากๆ ครับ เหมาะสำหรับการมานั่งชิลจริงๆ

Image00021

ลานสนามหญ้าชั้นดาดฟ้า เขื่อนมารินา (Marina Barrage)

จากนั้นก็ไปต่อกันที่สวนดอกไม้การ์เด้นบายเดอะเบย์ (Garden by the Bay) ที่นี่จะแบ่งเป็น 2 โซน นั่นก็ สวนดอกไม้ (Flower Dome) และป่าเมฆ (Cloud Forest) มีค่าเข้าชมนะครับ ซึ่งผมซื้อบัตรมาจากประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ภายในโดมมีสวนดอกไม้นานาพันธุ์ให้ได้ชมกันอย่างจุใจ ผมนี่เดินถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลิน แค่เฉพาะสวนดอกไม้ก็กินเวลาไปหลายชั่วโมงแล้วครับ พื้นที่กว้างใหญ่มากๆ เล้ยย

Image00030

ดอกทิวลิป การ์เด้นบายเดอะเบย์ (Garden by the Bay)

Image00031

สวนดอกไม้ (Flower Dome)

ต่อไปก็เป็นป่าเมฆ (Cloud Forest) ภายในจะมีภูเขาสูงและมีน้ำตก ถ้ามองดีๆ จะเห็นกลุ่มเมฆจางๆ ลอยอยู่ด้านบน ในตัวภูเขามีลิฟท์พาขึ้นไปชมวิวข้างบนด้วยครับ หรือจะเดินตามทางเดินลอยฟ้ารอบๆ ภูเขาก็ได้ครับ ผมแนะนำว่าให้ขึ้นลิฟท์ไปก่อน แล้วค่อยเดินย้อนกลับลงมาจะทำให้ไม่เหนื่อยเหมาะกับพวกผมที่สุด ฮ่าๆ

Image00034

น้ำตก ในป่าเมฆ (Cloud Forest)

Image00037

ทางเดินลอยฟ้ารอบๆ ภูเขา

เดินลงมาจนสุดบริเวณด้านล่างจะพบกับหินงอกหินย้อยด้วยครับ บ้านเรานี่โชคดีมากๆ ที่มีของจริงให้ได้ชมกัน ดังนั้นเราต้องช่วยกันรักษาเอาไว้ให้อยู่ได้นานๆ นะครับ

Image00039

หินงอกหินย้อย

พอเสร็จจากป่าเมฆ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว พวกผมก็เดินกันไปดูไฟที่ Super Tree โดยจะมีการแสดงโชว์แสงสีประกอบเพลง OCBC Light and Sound Show ตอนเวลา 19.45 น. และ 20.45 น. รอบละ 15 นาที และยังมี OCBC Skyway ทางเดินลอยฟ้าให้ไปเดินเล่นชมวิวมุมสูงด้วยครับ ถ้าใครอยากขึ้นไปชมก็เสียค่าใช้จ่าย ผู้ใหญ่ 5 SGD เด็ก 3 SGD ครับ ซึ่งแน่นอนพวกผมไม่ได้ขึ้น ฮ่าๆ มารอชมแสงสีประกอบเพลงอย่างเดียว

Image00044

การแสดงแสงสีประกอบเพลง (OCBC Light and Sound Show)

ชมการแสดงจนจบก็ไปต่อกันที่สะพานฮีลิกซ์ (Helix Bridge) เป็นสะพานคนเดินที่มีรูปทรงสวยงามไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟสวยงามมากครับ และบนสะพานจะมีจุดพักชมวิว ถ่ายรูปเรื่อยๆ เลยครับ

Image00045

สะพานฮีลิกซ์ (Helix Bridge)

เดินต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเจอโรงละครเอสพลานาด (Esplanad) ภายในเป็นห้องโถงใหญ่ 2 ห้อง ที่รองรับคนได้ถึง 2,000 ที่นั่ง และ 1,600 ที่นั่ง แล้วถ้าเดินไปอีกนิดก็จะเจอสิงโตเมอร์ไลออน (Merlion) ยืนพ่นน้ำอยู่ ซึ่งผมไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะคนเยอะมากๆ เลยรีบกลับไปโรงแรมเพื่อพักขาที่ใช้เดินมาทั้งวัน

Image00050

โรงละครเอสพลานาด (Esplanad)

เช้านี้เราจะไปเที่ยวสวนสนุกระดับโลกกันครับ นั่นก็คือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ (Universal Studio Singapore) สวนสนุกแห่งนี้อยู่บนเกาะเซนโตซ่า (Sentosa) สามารถนั่งกระเช้า นั่งรถไฟฟ้า หรือจะเดินข้ามมาที่เกาะก็ได้ครับ แต่เดินค่อนข้างไกลทีเดียว ผมแนะนำว่าให้นั่งรถไฟฟ้า Sentosa Express ที่สถานี Sentosa ครับ 4 SGD เท่านั้น ใช้บัตร ez-link แตะเข้ามาได้เลย จากนั้นให้ไปลงที่สถานี WaterFront แล้วเดินมาอีกหน่อยก็จะเจอลูกโลกสีฟ้าอันใหญ่หน้าทางเข้าเลยครับ

Image00059

Universal Studio Singapore

วันนี้โชคดีมาก คนไม่ค่อยเยอะเลยครับ ไปถึงหน้าประตูทางเข้าก็ยื่นพาสที่ซื้อมาจากประเทศไทยให้เจ้าหน้าที่แล้วก็เข้าไปได้เลย พวกผมใช้เวลาที่นี่ตั้งแต่ 10.00 น. ถึง 15.00 น. เรียกว่าเล่นกันคุ้มค่าสุดๆ แต่ละเครื่องเล่นรอไม่เกิน 20 นาทีก็ได้เล่นแล้ว

Image00065

จูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) – Universal Studio Singapore

Image00068

อียีปต์ (Egypt) – Universal Studio Singapore

เสร็จจาก Universal พวกผมก็ไปต่อกันที่ S.E.A. Aquarium จุดเด่นที่นี่คืออควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสัตว์น้ำมากกว่า 100,000 ตัว ผมนี่เดินเล่นอย่างเพลิดเพลินเลยครับ

Image00060

S.E.A. Aquarium

Image00078

ปะการัง S.E.A. Aquarium

Image00082

ตู้ปลาขนาดยักษ์ S.E.A. Aquarium

Image00084

แมงกะพรุน S.E.A. Aquarium

จากนั้นก็มานั่งรถรางไฟฟ้า Sentosa Express เพื่อไปถ่ายรูปกับเมอร์ไลออนยักษ์ก่อนจะออกจากเกาะกันครับ รถรางไฟฟ้าและรถบัสที่นี่นั่งฟรีนะครับ ดังนั้นอยากจะขึ้นลงกี่รอบจัดไปเลยครับ

Image00088

เมอร์ไลออนยักษ์ (Merlion) ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ แต่ไม่พ่นน้ำ

เสร็จแล้วก็นั่ง Sentosa Express ข้ามออกจากเกาะเซนโตซ่ากันครับ จุดหมายต่อไปของเราก็คือ สะพานเฮนเดอร์สัน (Henderson Waves) สะพานนี้มีจุดเด่นคือมีลักษณะเป็นเกลียวสวยงาม ตำแหน่งสะพานอยู่บนสุดของเนินเขาทำหน้าที่เป็นทางข้ามระหว่างเนินเขาสองฟากถนน เดินข้ามไปมาพร้อมซึมซับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม สูดหายใจได้เต็มปอดจริงๆ ครับ แล้วพวกผมก็รีบกลับโรงแรมไปพักขากันต่อเหมือนเดิม

Image00092

สะพานเฮนเดอร์สัน (Henderson Waves)

Image00093

สะพานเฮนเดอร์สัน (Henderson Waves)

เช้าวันนี้เราจะไปไหว้พระทำบุญกันครับ วัดแรกของเราคือ วัดเทียนฮกเก๋ง (Thian Kock Keng Temple) เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 7.30 – 17.30 น. เป็นวัดที่มีจุดเด่นคือวัดสุอุปกรณ์ที่ใช้ในตัววัดทั้งหมดนำเข้ามาจากประเทศจีน และไม่มีการใช้ตะปูเลยแม้แต้ชิ้นเดียว แต่ก่อนเป็นเพียงศาลเจ้าเล็กๆ ต่อมาได้รับการบูรณะจนสวยงามและเปลี่ยนชื่อเป็นวัดเทียนฮกเก๋งในปัจจุบัน

Image00103

วัดเทียนฮกเก๋ง (Thian Kock Keng Temple)

Image00101

บริเวณภายในวัดเทียนฮกเก๋ง (Thian Kock Keng Temple)

จากนั้นก็ไปต่อที่วัดศรีมาเรียมมัน (Sri Mariamman Temple) เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 7.00 – 12.00 น. และ 18.00 – 21.00 น. ที่นี่เป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ วัดนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระแม่อุมาเทวี หรือพระศรีมาเรียมมัน ผู้เป็นเทวีแห่งอำนาจ และความสันติสุข ภายในวัดสามารถเข้าชมได้ฟรี แต่ถ้าใครพกกล้องถ่ายรูปเข้าไปจะต้องเสีย 3 SGD ถ้าเป็นกล้องบันทึกวีดีโอเสีย 6 SGD ดังนั้นผมจึงไม่มีรูปภายในมาฝากเพื่อนๆ เลยครับ

Image00106

วัดศรีมาเรียมมัน (Sri Mariamman Temple)

Image00105

วัดศรีมาเรียมมัน (Sri Mariamman Temple) ถ่ายจากหน้าประตูทางเข้า

จากนั้นเดินพวกผมก็เดินแวะไปเดินเล่นย่านไชน่าทาวน์เพื่อไปหาซื้อของที่ระลึกกัน บริเวณสองข้างทางมีร้านขายของเต็มไปหมด พวกผมใช้เวลาอยู่ที่นี่กันสักพักใหญ่ๆ ได้ของฝากกันคนละถุงสองถุง ด้านในสุดของถนนจะมีสถานีรถไฟฟ้าสถานี Chinatown ด้วยครับ ทำให้การเดินทางมาที่นี่สะดวกมากๆ เผอิญผมเหลือบไปเห็นซอยลัดที่จะไปโผล่ด้านหลังวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) แต่อากาศไม่ดีฝนเริ่มตกจึงขอเข้าไปหลบฝนภายในวัด อยู่กันเป็นชั่วโมงเรียกว่าคุ้มๆ สุด แต่น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือฝนตกไม่ยอมหยุดสักที ทำให้ผมไม่ได้รูปหน้าวัดมาให้ชมกันครับ เอาเป็นว่าชมรูปหลังวัดไปล่ะกันนะครับ แนวดีไม่เหมือนใคร ฮ่าๆ

Image00120

วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) ด้านหลัง

วัดนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 7.00 – 19.00 น. ภายในวัดมี 4 ชั้น แนะนำว่าให้เดินชมทุกชั้นนะครับ โดยเฉพาะที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นที่ห้ามถ่ายรูปเพราะที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของพระทันตธาตุ หรือฟันนั่นเองครับ

Image00111

เจ้าแม่กวนอิม วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple)

Image00117

ห้องโถงสำหรับทำพิธี วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple)

จากนั้นเราก็ไปต่อที่มหาวิหารเซนต์แอนดรู (St. Andrew’s Cathedral) เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สวยงามมาก อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า City hall เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 – 17.00 น.

Image00122

มหาวิหารเซนต์แอนดรู (St. Andrew’s Cathedral)

Image00124

ภายในมหาวิหารเซนต์แอนดรู (St. Andrew’s Cathedral)

จากนั้นเราก็เดินต่อโดยจุดมุ่งหมายคือเมอร์ไลออน (Merlion) ระหว่างทางจะเจอสถาปัตยกรรมสวยงามมากมาย อดที่จะหยิบกล้องมาถ่ายรูปไม่ได้เลย เอาเป็นว่าชมรูปกันไปเรื่อยๆ นะครับ

Image00129

Victoria Memorial Hall ด้านหน้ามีรูปปั้นท่านโทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles) ผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ด้วยครับ

Image00128

โรงแรมฟูลเลอร์ตัน (The Fullerton Hotel)

เดินขึ้นบันไดมาปุ๊บเราจะเจอเมอร์ไลออนน้อยกำลังพ่นน้ำอย่างขมักเขม้นไม่แพ้เมอร์ไลออนตัวใหญ่ สิงโตน้อยมีความสูงเพียง 2 เมตร หนัก 3 ตัน ครับ

Image00130

เมอร์ไลออนน้อยกำลังพ่นน้ำอยู่ด้านหลัง เมอร์ไลออนตัวใหญ่

ในที่สุดพวกผมก็ได้มาถ่ายรูปคู่กับเมอร์ไลออนตัวใหญ่ (Merlion) ที่ยืนพ่นน้ำลงทะเลอย่างขยันขันแข็ง เรียกได้ว่าถ้าใครมาสิงคโปร์แล้วไม่ได้แวะที่นี่จะกลายเป็นว่ามาไม่ถึงไปเลย เมอร์ไลออนถือเป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ และเจ้าตัวนี้มีความสูงถึง 8.6 เมตร หนัก 70 ตัน สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลด้วยครับ ตอนนี้ท้องฟ้าอากาศดีจริงๆ เหมาะแก่การถ่ายรูปมากๆ ว่าแล้วก็ แชะ!!

Image00131

เมอร์ไลออนตัวใหญ่ (Merlion) พ่นน้ำลงทะเล

จากนั้นเดินกันต่อไปเรื่อยๆ ไปยังบริเวณอาคาร Suntec City ที่นี่จะมีน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง (Fountain Of Wealth) มีลักษณะเป็นวงแหวนขนาดใหญ่โดยมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง ส่วนของน้ำพุจะเปิดเป็นรอบ ตั้งแต่ 9.00-12.00, 14.30-18.00, 19.00-19.45 และ 21.30-22.00 น. โดยมีการแสดงโชว์เวลา 20.00, 20.30 และ 21.30 น. อีกด้วยนะครับ ใครที่มีเวลาเยอะๆ ลองมาชมกันครับ ส่วนวิธีการขอพรก็ให้เอามือขวาแตะที่น้ำพุจากนั้นเดินวนตามลูกศร 3 รอบ ขณะเดินให้อธิษฐานขอพรไปด้วยนะครับ

Image00136

น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง (Fountain Of Wealth)

Image00137

จุดขอพร น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง (Fountain Of Wealth)

เสร็จแล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี Bayfront เราจะขึ้นไปชมวิวเมืองสิงคโปร์ที่โรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ (Marina Bay Sands Hotel) จุดชมวิวที่นี่ชื่อว่า Sands Sky Park อยู่ตรงหัวเรือ เปิดให้เข้าชมทุกวัน 9.30 – 22.00 น. ซึ่งผมซื้อพาสจากประเทศไทยมาแล้วเหมือนเดิม เอาล่ะเดินเข้าไปในโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ เลยครับ จะมีป้ายบอกทางไป Sans Sky Park ที่จะพาเราขึ้นลิฟท์ความเร็วสูงไปยังจุดชมวิว

Image00138

ภายในโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ (Marina Bay Sands Hotel)

Image00140

เดินอ้อมออกมาด้านนอกนิดนึงก็จะเป็นประตูกระจกทางเข้า Sans Sky Park เห็นแบบนี้ก็ให้พุ่งเข้าไปเลยครับ

Image00142

วิวจาก Sans Sky Park เห็น Garden by the Bay กำลังแสดงโชว์แสงสีเสียงอยู่พอดี

Image00143

วิวชิงช้าสวรรค์สิงคโปร์ฟลายเออร์ (Singapore Flyer)

Image00146

วิวอ่าวมาริน่าด้านนี้เห็นตัวเมืองสวยงามมาก

เมื่อชมวิวเมืองสิงคโปร์กันอย่างจุใจแล้ว เราก็ไปต่อกันที่ท่าเรือคลาร์ก (Clarke Quay) นั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานี Clarke Quay แล้วเดินอีกนิดก็ถึงล่ะครับ ท่าเรือนี้เป็นท่าเรือที่เก่าแก่ แต่ก่อนใช้เก็บโกดังสินค้า ต่อมาพัฒนาเป็นร้านอาหาร บาร์ ผับ ให้บริการยามค่ำคืน ซึ่งประดับประดาไปด้วยแสงไฟสวยงาม ผู้คนต่างหลังไหล่กันมากินดื่มเต็มไปหมด เรียกว่าเป็นอีกย่านนึงที่ควรมาเที่ยวจริงๆ ครับ

Image00148

ท่าเรือคลาร์ก (Clarke Quay)

Image00149

ท่าเรือคลาร์ก (Clarke Quay)

Image00151

ร้านอาหาร ผับ บาร์ บริเวณท่าเรือคลาร์ก (Clarke Quay)

เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ขอตัวไปฟื้นฟูกำลังขากันก่อนครับ วันนี้เดินกันมาราธอนมากๆ พอถึงโรงแรม อาบน้ำเสร็จปุ๊บ หัวถึงหมอนก็หลับเลย เช้าวันรุ่งขึ้นเราเก็บกระเป๋าแล้วเอาไปฝากไว้ที่ล็อบบี้ก่อน หลังจากเที่ยวเสร็จแล้วเราจะมารับคืนอีกที ที่แรกของวันนี้ก็คือ สำนักสงฆ์คงเหม็งซานพอคักซี (Kong meng San Phor Kark See Monastery) ที่นี่เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 6.30 – 16.45 น. ภายในบริเวณสำนักสงฆ์กว้างใหญ่มาก เข้าไปเราจะพบรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ แล้วยังมีพระใหญ่ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านบนศาลาด้วยครับ การเดินทางให้นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี Bishan แล้วต่อรถบัสสาย 52 หรือ 410 ลงป้ายหน้าสำนักสงฆ์ได้เลย

Image00156

สำนักสงฆ์คงเหม็งซานพอคักซี (Kong meng San Phor Kark See Monastery)

Image00159

เจ้าแม่กวนอิม สำนักสงฆ์คงเหม็งซานพอคักซี (Kong meng San Phor Kark See Monastery)

จากนั้นเราก็ไปต่อกันที่มัสยิดกันบ้างนั่นก็คือ มัสยิดสุลต่าน (Sultan Mosque) เป็นมัสยิดเก่าแก่ของสิงคโปร์โดดเด่นด้วยโดมสีทองขนาดใหญ่ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสุลต่านซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นมัสยิดของชาวอิสลามแทน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 9.30 – 12.00 และ 14.00 – 16.00 น. ยกเว้นวันศุกร์ เปิดเฉพาะ 14.00 – 16.00 น.

Image00163

มัสยิดสุลต่าน (Sultan Mosque)

Image00161

ภายในมัสยิดสุลต่าน (Sultan Mosque)

เมื่อครบตามแพลนแล้ว พวกผมก็กลับไปยังโรงแรม รับกระเป๋าที่ฝากเอาไว้ จากนั้นมุ่งหน้าไปยังสนามบินชางงี เตรียมตัวกลับประเทศไทย สิงคโปร์เป็นประเทศที่มาเที่ยวได้ง่าย ถึงจะเป็นเกาะเล็กๆ แต่สถานที่เที่ยวนั้นมีมากมายเกินจะบรรยาย ขนาดผมมา 4 วัน ยังเที่ยวได้ไม่ครบเลย เอาเป็นว่าอะไรที่ยังไม่ได้ไปไว้คราวหน้าจะมาเก็บตกใหม่ แล้วแพ็คกระเป๋าไปด้วยกันนะคร้าบ

ค่าใช้จ่าย

  • ตั๋วเครื่องบินไปกลับ ดอนเมือง-ชางงี 1,560 บาท/คน
  • ค่าที่พัก 3 คืน ทั้งหมด 194 SGD ตกคนละ 2,522 บาท (97 SGD)
  • Universal Studios และ S.E.A. Aquarium  2,190 บาท/คน
  • Flower Dome และ Could Forrest ที่ Garden by the Bay  550 บาท/คน
  • จุดชมวิว Sands Sky Park  530 บาท/คน
  • ซิมเน็ท แบบไม่จำกัด 5 วัน 1 ซิม 450 บาท ตกคนละ 225 บาท
  • ค่าใช้จ่ายบัตร ez-link คนละ 650 บาท (25 SGD)
  • ค่าอาหาร 10 มื้อ 1,352 บาท (52 SGD)

รวมทั้งหมด 9,579 บาท/คน

อัลบั้มรูป

Facebook Comments

You may also like...

Share48
Tweet
Pin
+1
48 Shares